เตรียมปัดฝุ่น ยกระดับ “สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” เป็นนิติบุคคล คาดแล้วเสร็จปี 2570–2571
อัพเดทล่าสุด: 15 มี.ค. 2026
22 ผู้เข้าชม

แก้ปัญหางานสะดุดจากการเมือง เปลี่ยนโครงสร้างบอร์ดให้คล่องตัว
นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสำนักงานฯ อยู่ระหว่างหารือร่วมกับที่ปรึกษา เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคล หลังพบว่ารูปแบบการบริหารในปัจจุบันได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
โดยขั้นตอนการใช้งบกองทุนฯ ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ซึ่งประธานมาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี และโดยทั่วไปจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้การบริหารงานกองทุนต้องชะงักลงทั้งหมด
หากปรับเป็นนิติบุคคล คณะกรรมการหรือบอร์ดจะประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่กำหนดเพียง กรอบนโยบาย เช่น กรอบวงเงิน กรอบการอนุมัติโครงการ และกรอบการลงทุน ขณะที่อนุกรรมการจะทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบดังกล่าว ทำให้การทำงานมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุดจากการเมือง
เคยมีมติแยกตัวตั้งแต่ปี 2559 แต่ยังไม่สำเร็จ
ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติเมื่อปี 2559 ให้กองทุนฯ แยกตัวออกจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อจัดตั้งเป็นนิติบุคคลภายในปี 2562 เนื่องจาก สนพ. เป็นทั้งหน่วยงานที่ขอรับงบจากกองทุน และเป็นกรรมการกองทุนในเวลาเดียวกัน อาจเกิดความไม่เหมาะสมในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จจนถึงปัจจุบัน จึงมีการนำแนวคิดนี้กลับมาผลักดันอีกครั้ง
เปิดทางลงทุน–ปล่อยกู้ สร้างรายได้เพิ่มให้กองทุน
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญของการยกระดับเป็นนิติบุคคล คือ การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของกองทุน โดยบอร์ดสามารถกำหนดกรอบให้กองทุนฯ เข้าไปลงทุนหรือปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ปัจจุบันกองทุนมีเงินสะสมกว่า 10,000 ล้านบาท และมีการอนุมัติงบสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานปีละประมาณ 5,000–9,000 ล้านบาท ขณะที่รายรับของกองทุนมาจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันในอัตรา 5 สตางค์ต่อลิตร หรือประมาณ 1,700–1,800 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น
หากไม่มีการสร้างรายได้เพิ่มเติม ในอนาคตเงินกองทุนอาจไม่เพียงพอสำหรับภารกิจด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ บอร์ดกองทุนไม่มีอำนาจปรับเพิ่มหรือลดอัตราการเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายและการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
ใช้กระบวนการกฤษฎีกา เร็วกว่าการแก้กฎหมาย
การยกระดับเป็นนิติบุคคล คาดว่าจะใช้กระบวนการผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยการจัดทำรายละเอียดโครงสร้างองค์กร เสนอให้บอร์ดและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าการแก้ไขกฎหมายโดยตรง ที่อาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี และต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
สำนักงานฯ จึงเตรียมเร่งจัดทำรายละเอียดโครงสร้างองค์กรนิติบุคคล เพื่อเสนอให้บอร์ดปัจจุบันพิจารณาโดยเร็ว
มุมมองเชิงนโยบาย
การยกระดับสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นนิติบุคคล ถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความยั่งยืนของกลไกสนับสนุนพลังงานสะอาด ช่วยให้การบริหารกองทุนมีความเป็นอิสระ คล่องตัว และสามารถรองรับภารกิจด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสำนักงานฯ อยู่ระหว่างหารือร่วมกับที่ปรึกษา เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคล หลังพบว่ารูปแบบการบริหารในปัจจุบันได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
โดยขั้นตอนการใช้งบกองทุนฯ ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ซึ่งประธานมาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี และโดยทั่วไปจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้การบริหารงานกองทุนต้องชะงักลงทั้งหมด
หากปรับเป็นนิติบุคคล คณะกรรมการหรือบอร์ดจะประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่กำหนดเพียง กรอบนโยบาย เช่น กรอบวงเงิน กรอบการอนุมัติโครงการ และกรอบการลงทุน ขณะที่อนุกรรมการจะทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบดังกล่าว ทำให้การทำงานมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุดจากการเมือง
เคยมีมติแยกตัวตั้งแต่ปี 2559 แต่ยังไม่สำเร็จ
ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติเมื่อปี 2559 ให้กองทุนฯ แยกตัวออกจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อจัดตั้งเป็นนิติบุคคลภายในปี 2562 เนื่องจาก สนพ. เป็นทั้งหน่วยงานที่ขอรับงบจากกองทุน และเป็นกรรมการกองทุนในเวลาเดียวกัน อาจเกิดความไม่เหมาะสมในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จจนถึงปัจจุบัน จึงมีการนำแนวคิดนี้กลับมาผลักดันอีกครั้ง
เปิดทางลงทุน–ปล่อยกู้ สร้างรายได้เพิ่มให้กองทุน
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญของการยกระดับเป็นนิติบุคคล คือ การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของกองทุน โดยบอร์ดสามารถกำหนดกรอบให้กองทุนฯ เข้าไปลงทุนหรือปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ปัจจุบันกองทุนมีเงินสะสมกว่า 10,000 ล้านบาท และมีการอนุมัติงบสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานปีละประมาณ 5,000–9,000 ล้านบาท ขณะที่รายรับของกองทุนมาจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันในอัตรา 5 สตางค์ต่อลิตร หรือประมาณ 1,700–1,800 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น
หากไม่มีการสร้างรายได้เพิ่มเติม ในอนาคตเงินกองทุนอาจไม่เพียงพอสำหรับภารกิจด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ บอร์ดกองทุนไม่มีอำนาจปรับเพิ่มหรือลดอัตราการเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายและการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
ใช้กระบวนการกฤษฎีกา เร็วกว่าการแก้กฎหมาย
การยกระดับเป็นนิติบุคคล คาดว่าจะใช้กระบวนการผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยการจัดทำรายละเอียดโครงสร้างองค์กร เสนอให้บอร์ดและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าการแก้ไขกฎหมายโดยตรง ที่อาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี และต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
สำนักงานฯ จึงเตรียมเร่งจัดทำรายละเอียดโครงสร้างองค์กรนิติบุคคล เพื่อเสนอให้บอร์ดปัจจุบันพิจารณาโดยเร็ว
มุมมองเชิงนโยบาย
การยกระดับสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นนิติบุคคล ถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความยั่งยืนของกลไกสนับสนุนพลังงานสะอาด ช่วยให้การบริหารกองทุนมีความเป็นอิสระ คล่องตัว และสามารถรองรับภารกิจด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความที่เกี่ยวข้อง


