รื้อค่าไฟยึดโมเดล ขั้นบันได ใช้น้อยราคาต่ำกว่า 3 บาท อุ้ม 14 ล้านครัวเรือน
อัพเดทล่าสุด: 26 เม.ย. 2026
10 ผู้เข้าชม

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และยืดเยื้อนานเกือบ 2 เดือน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนพลังงานของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 53.9% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ และแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลมีแผนปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น เพื่อบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีสถานะติดลบมากกว่า 60,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังมีแนวคิดปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า จากเดิมที่ใช้อัตราเดียวสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม ไปสู่ระบบอัตราขั้นบันได ตามหลักการ “ใช้น้อยค่าไฟต่ำ ใช้มากค่าไฟสูง”
แนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Subsidy) โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพเพิ่มขึ้น โดยมาตรการนี้จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง
ย้อนกลับไปในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาพลังงานที่พุ่งสูงเคยส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยแตะระดับสูงถึงประมาณ 5.15 บาทต่อหน่วย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการบริหารจัดการภาระพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานโลก และเป็นสัญญาณของการปรับนโยบายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 53.9% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ และแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลมีแผนปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น เพื่อบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีสถานะติดลบมากกว่า 60,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังมีแนวคิดปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า จากเดิมที่ใช้อัตราเดียวสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม ไปสู่ระบบอัตราขั้นบันได ตามหลักการ “ใช้น้อยค่าไฟต่ำ ใช้มากค่าไฟสูง”
แนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Subsidy) โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพเพิ่มขึ้น โดยมาตรการนี้จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง
ย้อนกลับไปในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาพลังงานที่พุ่งสูงเคยส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยแตะระดับสูงถึงประมาณ 5.15 บาทต่อหน่วย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการบริหารจัดการภาระพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานโลก และเป็นสัญญาณของการปรับนโยบายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในระยะยาว
บทความที่เกี่ยวข้อง
บริษัท GULF ผ่าน Gulf Edge ลงนามความร่วมมือกับ Kore.ai (สหรัฐอเมริกา)
เพื่อพัฒนาและนำเสนอ โซลูชั่นปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับองค์กรในประเทศไทย


