ไฟฟ้าสะอาด" กำลังเปลี่ยนกติกาการลงทุนของประเทศไทย
อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026
78 ผู้เข้าชม

สรุปข่าว: "ไฟฟ้าเขียว" คึก ยื่นลงทุน 3.5 แสนล้าน รับคลื่นลงทุนยุคใหม่ ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านพลังงาน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2564–ไตรมาส 1 ปี 2569 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน และพลังงานจากขยะ รวม 2,330 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 355,000 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการลงทุน ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center, AI, Cloud Computing, Semiconductor, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ซึ่งบริษัทระดับโลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero, Carbon Neutrality และ RE100
นอกจากนี้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ยังเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
BOI มองว่า "ไฟฟ้าสะอาด" ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้า แต่รวมถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้าสะอาดและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ
ภาครัฐจึงเตรียมผลักดันกลไกสำคัญ ได้แก่
Utility Green Tariff (UGT) เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเลือกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมได้รับการรับรองการใช้ไฟฟ้าสะอาด
Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) เปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ได้โดยตรง ภายใต้หลักเกณฑ์ของภาครัฐ
ทั้งสองมาตรการจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด กระตุ้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและ ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญ
ยอดขอส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนกว่า 355,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปี
ความต้องการไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรม AI, Data Center, EV และ Semiconductor
นักลงทุนให้ความสำคัญกับไฟฟ้าสะอาดในการเลือกประเทศลงทุน
ภาครัฐเตรียมใช้ UGT และ Direct PPA เพื่อขยายการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด
คาดว่าจะเกิดการลงทุนรอบใหม่ในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2564–ไตรมาส 1 ปี 2569 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน และพลังงานจากขยะ รวม 2,330 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 355,000 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการลงทุน ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center, AI, Cloud Computing, Semiconductor, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ซึ่งบริษัทระดับโลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero, Carbon Neutrality และ RE100
นอกจากนี้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ยังเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
BOI มองว่า "ไฟฟ้าสะอาด" ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้า แต่รวมถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้าสะอาดและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ
ภาครัฐจึงเตรียมผลักดันกลไกสำคัญ ได้แก่
Utility Green Tariff (UGT) เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเลือกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมได้รับการรับรองการใช้ไฟฟ้าสะอาด
Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) เปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ได้โดยตรง ภายใต้หลักเกณฑ์ของภาครัฐ
ทั้งสองมาตรการจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด กระตุ้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและ ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญ
ยอดขอส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนกว่า 355,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปี
ความต้องการไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรม AI, Data Center, EV และ Semiconductor
นักลงทุนให้ความสำคัญกับไฟฟ้าสะอาดในการเลือกประเทศลงทุน
ภาครัฐเตรียมใช้ UGT และ Direct PPA เพื่อขยายการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด
คาดว่าจะเกิดการลงทุนรอบใหม่ในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่
บทความที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายใหม่ยกเว้นการขอ อ.1 สำหรับ Solar Rooftop บางกรณี แต่ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของโครงสร้าง การตรวจสอบอาคาร และข้อกำหนดด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เผยขยับราคาดีเซลแตะ 33 บาทต่อลิตร หลังราคาตลาดโลกพุ่งแรงเป็นประวัติการณ์ โดยกองทุนน้ำมัน แบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละเกือบ 2,400 ล้านบาท หรือประมาณ 70,000 ล้านบาทต่อเดือน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทาง “อัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า” หรือ Progressive Rate เพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟ และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

